แป๋ว นภาดา สุขกฤต : แม่บ้าน

คุณแป๋วเป็นนักร้องโดยอาชีพและโดยความรักความทุ่มเท เธอเข้าประกวดร้องเพลงสารพัดรายการมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ และร้องเพลงเรื่อยมาจนบัดนี้ 

ก่อนหน้านี้ คุณแป๋วเคยร่วมแสดงละครเวทีกับทางฝั่งของคุณครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน มาไม่น้อย รวมถึงมีอัลบั้มเพลงที่ออกกับค่ายแกรมมีด้วย แต่เพลงที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักมากที่สุด กลับเป็นเพลง I will Survive ภาคภาษาอีสาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

น่าเสียดายที่ใน สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ นี้ บทแม่บ้านของคุณแป๋วมีเพลงให้ร้องเพียงสองเพลงสั้นๆ และก็ไม่ได้ร้องคนเดียว แต่ร้องกับคุณเพิร์ล ผู้รับบทเป็นอันโตเนีย และท่านบาทหลวงที่แสดงโดยคุณศรัณย์ ทองปาน  ผู้ชมผู้ฟังจึงไม่มีโอกาสฟังพลังเสียงของเธอให้เต็มอิ่ม เล่นเอาหลายรายไปบ่นกระปอดกระแปดในเว็บพันทิพกัน แม้กระนั้น พลังเสียงในฉากสารภาพบาปนั้นเองก็ได้ทำให้ฉากเล็กๆ ในเรื่องกลายเป็นที่จดจำกันได้

 

 

ล่าสุด เธอกำลังศึกษาต่อระดับ ป.โท ด้านจิตเวช ด้วยความสนใจงานด้านดนตรีบำบัด ด้วยความหวังว่าจะได้นำสิ่งที่เธอรัก คือเสียงเพลง ไปช่วยเหลือสังคม น่านับถือเป็นอย่างยิ่งๆๆๆ !

เพิร์ล รพีพร ประทุมอานนท์ : อันโตเนีย

หนูเพิร์ลเป็นนักร้องเสียงใส มีผลงานร้องเพลงประกอบโฆษณา เพลงไตเติ้ลละคร ฯลฯ มากมาย และโดยอาชีพหลัก เธอเป็นครูสอนร้องเพลง จึงอาจไม่ค่อยได้มีใครเห็นหน้าค่าตาเธอนัก อย่างไรก็ดี หลายคนก็คงได้รู้จักเธอมากขึ้นจาก สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ฉบับ 2551 นี้ แม้ว่าบทอันโตเนีย หลานสาวของเฒ่าอลองโซ กิฆานา ที่เธอได้รับ อาจเป็นบทเล็กๆ มีเพลงร้องเพียงเพลงเดียว แต่ด้วยความหวานและพลังเสียงของเธอก็เป็นที่ประทับใจใครต่อใครมากมาย ถึงขนาดมีคนไปโพสต์ในเว็บบอร์ดพันทิพ ขนานนามเธอว่าเป็น “แม่นกคีรีบูนสีฟ้า” (ตามสีชุดกระโปรงของอันโตเนีย)

สุเมธ องอาจ : กัลบก

มีคนมาเล่าให้ฟังว่า หลัง สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ รอบค่ำวันหนึ่ง เดินตามหลังกลุ่มผู้ชมวัยหนุ่มสาวออกมาจากโรงละคร แล้วมีใครคนหนึ่งในนั้นเอ่ยถามขึ้นว่า สุเมธเล่นเป็นตัวอะไรเหรอ ?  เพื่อนอีกคนหนึ่งก็รีบพลิกสูจิบัตรหาให้ แล้วก็บอกว่า เป็น "กัลบก" !  เจ้าของคำถามคนเดิมก็เลยถามซ้ำว่า แล้วกัลบกนี่ มันม้าหรือลาล่ะ ? (ฮา- ปรบมือ)

สุเมธ ภ??ภ??จ

สุเมธ องอาจ

          ส่วนใหญ่ คนอาจจะรู้จักเขาในฐานะนักร้อง  หนึ่งในคู่หูดูเอ็ต สุเมธ แอนด์เดอะปั๋ง  บางคนอาจรู้ว่าเขาเป็นนักพากย์การ์ตูน รวมทั้งมาในระยะหลังมานี้ เราอาจได้เห็นหน้าตาเขาในละครโทรทัศน์และภาพยนตร์จอใหญ่ด้วยเหมือนกัน 

          ส่วนใน สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ เขารับบทเป็นกัลบก หรือช่างตัดผม เจ้าของเดิมของ อ่างโกนหนวด ที่ถูกดอนกิโฮเต้ทึกทักเอาว่าเป็น หมวกทองแห่งมัมบริโน อันศักดิ์สิทธิ์ แล้วเลยชิงเอาไป  ฉากนี้ทั้งฉากที่สุเมธได้แสดงมีความยาวประมาณ 10 นาทีเท่านั้น บางคนอาจไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ  แต่กระนั้น ในละครเวทีเรื่องแรกในชีวิตของเขานี้  ผู้ชมที่ตั้งอกตั้งใจดูหลายท่านก็ยังแสดงความชื่นชมกันให้กระหึ่มทางเว็บบอร์ดเว็บบล็อก  สมกับที่เป็นครั้งแรกที่คุณสุเมธทั้งร้องและเต้นบนเวที (ดูภาพ)

 

กัลบกในฉากหมวกทภ??แห่งมัมบริโน

กัลบกในฉากหมวกทองแห่งมัมบริโน

           อีก สิ่งหนึ่งเกี่ยวกับคุณสุเมธที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่เคยรู้ก็คือ พี่เขาเป็นคนรักหนังสือ และรักงานศิลปะอย่างยิ่ง ในระหว่างการซ้อมและการแสดง คุณสุเมธจะหมุนเวียนขนหนังสือศิลปะชนิดปกแข็งเล่มโต (ราคาเป็นพัน !) มากองให้น้องๆ เพื่อนๆ ที่สนใจ ได้พลิกดูชมกันด้วยความเพลิดเพลินเจริญใจ   

 

 

 

 

ชีวิตประจำวัน

ในช่วงระหว่างวันที่ 13 – 22 มิถุนายน 2551 สู่ฝันอันยิ่งใหญ่จะแสดงวันละรอบในวันธรรมดา ตอนทุ่มครึ่ง ส่วนเสาร์อาทิตย์ เพิ่มรอบบ่ายสอง
 

ตารางชีวิตในระหว่างนั้นก็คือ ถ้าเป็นวันธรรมดา นักแสดงจะทยอยกันมาในช่วงประมาณบ่ายสองบ่ายสาม เพื่อเริ่มต้นแต่งหน้า ทำผม

ช่วงเย็น บางวันอาจมีการวิจารณ์โดยผู้กำกับฯ คือพี่หง่าว – คุณยุทธนา มุกดาสนิท เกี่ยวกับการแสดงรอบก่อนหน้า และข้อปรับปรุงสำหรับรอบต่อไป

ใครที่มีเวลาว่าง ก็หาเวลากินข้าวเย็นที่โรงอาหาร (ชั่วคราว) ใต้ถุนโรงละคร หรือไม่ก็ใช้เวลาไปกับเครื่องเกมส์เพลย์ในมือ ไล่ฆ่าไล่ยิงกันไป (ฮา)

ห้าถึงหกโมงเย็น วอร์มร่างกาย และวอร์มเสียง นักแสดงที่มีบทพูดมีร้องเพลง ติดไมค์ลอยที่โต๊ะไมค์ข้างเวที แล้วทดสอบไมค์ 

หลังจากนั้น ใครที่ยังแต่งหน้าแต่งตัวไม่เสร็จก็จัดการกันต่อ บางคนก็เริ่มลงมือกินข้าวเย็น

ทุ่มหนึ่ง stand by เตรียมพร้อม

ใกล้ทุ่มครึ่ง เข้าประจำตำแหน่งบนเวที เตรียมเริ่มการแสดง

ส่วนในวันเสาร์อาทิตย์ ก็เลื่อนเวลาขึ้นมาเริ่มต้นแต่งหน้าทำผมตั้งแต่ราวสิบเอ็ดโมงเช้า เพราะมีการแสดงสองรอบ คือรอบบ่ายสองโมง กับรอบทุ่มครึ่ง

 

เผยแพร่ใน: on สิงหาคม 16, 2008 at 8:27 am ให้ความเห็น
Tags:

เจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ : มิเกล เด เซรบานเตส/ดอนกิโฮเต้/อลองโซ กิฆานา

มีคนเล่าให้ฟังว่า ที่จริงแล้ว แต่เดิม เจมส์ไม่ได้ชื่อเจมส์ แต่เพื่อนๆ ที่โรงเรียนมัธยมจะรู้จักเขาในนาม "เรือง" อย่างไรก็ดี เรื่องนั้นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับละครเรื่องนี้ (อ้าว…)
ตั้งแต่แรกที่มีข่าวลือแพร่สะพัดไปว่า เจมส์จะมารับบทเป็นกวีเซรบานเตส/อลองโซ กิฆานา/ดอนกิโฮเต้ ใครต่อใครต่างก็รู้สึกว่า "จะไหวหรือ?"
ไม่ใช่แต่คนนอกเท่านั้น แม้แต่คนในเองก็ยังอดหวั่นใจไม่ได้  ทีมงานของสองแปดที่รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานละครเคยเล่าให้ฟังว่าวันนั้น วันที่เจมส์มาออดิชั่น (audition – ทดสอบเข้ารับการคัดเลือก) แล้วพี่หง่าว – คุณยุทธนา มุกดาสนิท ผู้กำกับการแสดงของละครเรื่องนี้ ตัดสินใจเลือกเขา ทีมงานทุกคนต่างประหลาดใจ

จริงอยู่ว่าคุณยุทธนาเคยให้สัมภาษณ์ในสื่อต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ยืนยันสาเหตุสำคัญที่เลือกเจมส์ เป็นทำนองว่า "ผมกล้ายืนยันเลยครับว่าเจมส์ร้องเพลงแบบมิวสิคัลได้เพราะมาก" ซึ่งก็ไม่มีใครสงสัย แต่สิ่งที่ทุกคนติดใจคือ เจมส์ซึ่งไม่เคยแสดงละครเวทีมาก่อนเลยจะรับบทนี้ไหวหรือ เพราะข้อเรียกร้องของบทบาทนี้นั้นสูงมากๆ

แต่คำอธิบายที่ทีมงานสองแปดได้รับจากผู้กำกับฯ คือ

"บทนี้ต้องใช้คนดี…คุณเอาคนไม่ดีจริงมาเล่นเป็นคนดีไม่ได้หรอก…เจมส์เป็นคนดี"

 

หลังจากการซ้อมเกือบสามเดือน และเมื่อละครเริ่มเล่นไปไม่กี่วัน คุณนรา นักวิจารณ์ชื่อดัง เขียนถึงสู่ฝันอันยิ่งใหญ่ และ เจมส์ ในผู้จัดการรายวัน ไว้ว่า

"ถ้ามีใครมาบอกผมว่า คนเล่นเป็นเซอร์บันเตสและดอนกีโฮเต้ ชื่อโน้นชื่อนี้ผิดแผกเป็นอื่น ผมก็คงจะเชื่อสนิทใจ เพราะภาพที่เห็นไม่มีอะไรชวนให้นึกถึงเชื่อมโยงไปสู่คุณเจมส์ได้เลย เขาสามารถเปลี่ยนโฉมเป็นตัวละครอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งท่วงท่าสง่างามเจรจาเฉียบแหลมคมคายช่างเสียดสีเย้ยหยันยามเป็นเซอร์บันเตส และท่าทางเงอะงะน่าขบขันของชายชราผู้ร่วงโรยแต่เร่าร้อน ตลอดจนพลังในการร้องเพลงเมื่อเป็นดอนกีโฮเต้"

และแล้วเจมส์ก็ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ผู้กำกับฯ เลือกคนมาไม่ผิดจริงๆ!
 
 

 

เม ภัทรวรินทร์ ทิมกุล : อัลดอนซ่า

คุณรู้จักเมในฐานะไหน ?

ดารา/นางแบบ/สาวซ่าส์ ฯลฯ

ในละครเรื่องนี้ เราได้เห็นเม (ควรเขียนแบบนี้ เพราะเธออธิบายว่าที่จริงเธอชื่อ "ตังเม" ไม่ได้ชื่อ "เมย์"-  May ภาษาฝรั่ง) ในแบบที่เป็นตัวของเธอเอง รวมทั้งได้เห็นเธอในฐานะที่คงมีไม่มากคนนักจะได้เห็น คือในฐานะ "แม่"

บางวันที่ไม่มีใครดูลูกให้ เมก็ต้องหอบหิ้วลูกสาวตัวจิ๋ววัยสามขวบมาที่โรงละครด้วย และในช่วงที่เธอต้องขึ้นเวทีแสดง ก็ต้องฝากทีมงานให้ช่วยเลี้ยงเป็นเพื่อนเล่นไว้ก่อนบนห้องแต่งตัว…

เมเป็นคนที่เล่นละครได้ "อิน" จนลึกมาก ถึงขนาดผู้กำกับฯ ต้องพยายามบอกให้ถอนตัวออกมาจากบทบ้าง ไม่เช่นนั้นแล้ว บางทีเวลาเธออยู่ในอารมณ์ร่วมกับตัวละครอัลดอนซ่า – "นังโสเภณีประจำโรงเตี๊ยม" ของเธอมากๆ ก็ทำให้เธอแทบจะพูดบทหรือร้องเพลงต่อไม่ได้ก็มี

พลังของเมในทางการเต้นนั้นสูงมาก ท่วงทีการเคลื่อนไหวร่างกายดูสง่างามมาก สมกับที่ได้ยินมาว่า เธอเองก็เคยไปเรียนเต้นแบบสเปน ที่ประเทศสเปนมาระยะหนึ่ง นอกเหนือจากการเต้นแบบอื่นๆ ที่เธอคงเคยเรียนมาอีกเยอะแยะ และเคยร่วมงานกับโปรดักชั่นของคุณแม่ คือครูเล็ก ภัทราวดี มาอีกร่วมยี่สิบปี

คนที่เคยดู "สู่ฝันอันยิ่งใหญ่" ฉบับ 2530 มา มักอดไม่ได้ที่จะเอาเธอไปเทียบกับคุณจ๊ะเอ๋ – นรินทร ณ บางช้าง ที่เคยรับบทเดียวกันนี้มาก่อน แต่ที่จริงแล้ว แต่ละคนก็ย่อมมีอัลดอนซ่าประจำใจของตนเอง เมก็คงเป็นอัลดอนซ๋าในแบบของเธอ ซึ่งก็คงต่างจากแบบของคุณเอ๋

สำหรับละครเรื่องนี้ เมผ่านมันไปได้อย่างสาหัสพอดู

ในระยะระหว่างการซ้อม เธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ซ้อนๆ กันสองหน
ครั้งหลัง เธอนั่งอยู่ในรถแล้วถูกคันข้างหลังชนไปอัดกับคันข้างหน้าระหว่างติดไฟแดง ได้ยินว่าเจ็บมาก เส้นประสาทฉีกขาดจนจมูกไม่ได้กลิ่น กับมีกระดูกอ่อนและกล้ามเนื้อบางส่วนที่บาดเจ็บ แต่เธอก็ยังสู้  หายหน้าไปสองวันแล้วก็กลับมาซ้อมเต้น ซ้อมละครต่อ สลับกับการอัดฉีดสเปรย์ระงับปวด…

ส่วนอีกหน ในระหว่างการแสดงช่วงกลางๆ (19 มิย. 2551) เธอก็เต้นพลาดบนเวที ล้มหัวฟาดพื้น มึนงง ปวดหัว จนทีมงานต้องเตรียมให้น้องที่เป็นผู้แสดงสำรองในบทของเธอเตรียมแต่งหน้าแต่งตัวไว้ แต่ก็ยังแข็งใจแสดงต่อไปจนจบ และกลายเป็นอีกหนึ่งคืนที่นักแสดงทุกคนได้รับคำชมจากผู้กำกับฯ ว่าเป็นละครรอบที่ดีที่สุดรอบหนึ่ง

 

 

ร่ายรำทำเพลง

ในละครเพลงอย่างที่สมัยนี้ชอบเรียกทับศัพท์ว่า มิวสิคัลนั้น  นอกจากการแสดงและการร้องเพลงแล้ว อีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือท่าเต้นซึ่งจะสื่อสารถึงประเด็นต่างๆ ของเรื่องได้อย่างลึกซึ้งไม่แพ้บทสนทนาอันคมคายเลย

สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ฉบับ 2551 ได้กำหนดทิศทางกันมาแต่แรก ว่าจะยึดการตีความตามแบบฉบับปี 2530 เป็นหลัก – รวมถึงท่าเต้นด้วย  แต่เนื่องจากคุณมานูเอล อลูม (Manuel Alum) ผู้ออกแบบท่าเต้นเดิมชาวอเมริกันเชื้อสายปอร์โตริกัน ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว   ผู้ฝึกสอนท่าเต้นของปีนี้จึงต้องไปนั่งเปิดดูบันทึกการแสดงของปี 2530 ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อ แกะท่าเต้นแบบของคุณอลูมในดีวีดีนั้นกลับมาฝึกหัดนักแสดงรุ่นปัจจุบัน

          อย่างไรก็ตาม ต่อมาในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ห้าสัปดาห์ก่อนเริ่มแสดงรอบแรก ทีมลามันช่าก็ได้ผู้ออกแบบท่าเต้นคนใหม่มาร่วมงานด้วย เป็นฝรั่งเช่นเดียวกับคนก่อน คือคุณเกล็น (Glenn van der Hoff) นักออกแบบท่าเต้นเชื้อสายดัทช์ อินโดนีเซียน  ปัจจุบันแต่งงานกับครูบัลเลต์สาวไทยและอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่

แม้ว่าคุณเกล็นจะมาอยู่กับเราเพียงช่วงสั้นๆ แต่เขาก็ได้รับหน้าทีออกแบบท่าเต้นใหม่ในหลายๆ เพลงของ สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ฉบับใหม่นี้ เช่น ระบำแขกมัวร์ และฉากอัศวินกระจกเงา

 

ช่วงสองสัปดาห์นั้นจึงเป็นเวลาอันแสนเหนื่อยยากและตึงเครียดของเหล่าหมู่มวลอ็องซอม ที่ไหนจะต้องซ้อมละครต่อไปตามปกติ ทั้งยังต้องทดลองและจดจำท่าเต้นใหม่ๆ ที่คุณเกล็นออกแบบมาใหม่ทุกวัน อันล้วนเป็นท่าที่งดงามและ ยากมาก …”

และเนื่องจากเป็นการออกแบบใหม่ จึงมีบ่อยครั้งที่เมื่อสาธิตให้ผู้กำกับการแสดงชมแล้ว ปรากฏว่าไม่สอดคล้องกับการตีความละครในแบบของคุณยุทธนา  บรรดาหมู่มวลก็ต้องสละละทิ้งท่าพวกนั้น เริ่มทดลองฝึกหัดจดจำแบบใหม่ๆ ต่อไปอีกหลายรอบ 

 

เรียกว่ากว่าจะลงตัวได้ งานนี้ก็เสียทั้งเหงื่อและน้ำตากันไปไม่ใช่น้อยทีเดียว !

โอ อนุชิต สพันธุ์พงษ์ : ดุ๊ก/ดร.คาร์ราสโก

พระเอกหนุ่มหน้าใสจาก ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ และ โหมโรง คนนี้ เป็นมือวางอันดับหนึ่งด้านอุปกรณ์ไฮเทคประจำโปรดักชั่น  ทั้งกล้องดีวีดี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์เสริม (โดยเฉพาะในเครือ McIntosh)  วันไหนถ้าโอมาช้า คุณกิ๊ก – ช่างแต่งหน้าถึงกับออกปากบ่นหา ว่าวันนี้เงียบจัง ไม่มีเพลงฟังเลย…    

 

 

สู๋ฝันอันยิ่งใหญ่ ถือเป็นละครเวทีเรื่องแรกของโอ อนุชิต และทำให้เราได้เห็นฝีมือของเขาในด้านการแสดงละครเวทีและการร้องเพลง แต่ที่เราไม่ได้เห็นในละคร ก็คือทักษะการเต้น ซึ่งโอเติบโตมาจากงานด้านนั้นโดยตรง และมีฝีมือถึงระดับเป็นผู้ออกแบบท่าเต้นด้วย

  

โอเป็นคนสุภาพมากๆ แถมยังเป็นคนอ่อนโยนอ่อนไหวสุดๆ

ครั้งหนึ่ง มีการคุยกันในห้องแต่งตัวเรื่องสัตว์ทดลอง ว่าผู้ผลิตเครื่องสำอางมีแล็บเป็นตึกๆ เลี้ยงกระต่ายเอาไว้ทดลอง ดูว่ามันจะแพ้สารเคมีไหนอย่างไรบ้าง เอาหยอดตา โกนขนเอาทาผิวหนัง ฯลฯ     

ฟังๆ ไปพักเดียว โอถึงกับน้ำตารื้นด้วยความสงสาร…

แด่ท่านที่ไม่มีร่างกาย

สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ รอบที่มีคนดูเป็นคนจริงๆ ไม่ใช่แค่ผู้กำกับฯ หรือเก้าอี้เปล่าๆ จะเริ่มในวันที่ 8 มิถุนายน 2551 เป็นรอบแรก

          ถึงจะเป็น รอบญาติ คือตั๋วฟรี แต่ก็เป็นคนจริงๆ หัวเราะ ร้องไห้ ตบมือ ได้จริงๆ ดังนั้น ก่อนการแสดงก็ต้องมี พิธีกรรม กันสักเล็กน้อย

          7 มิถุนายน กำหนดฤกษ์ 12.49 . มีการถวายเครื่องกระยาบวช ดอกไม้ ธูปเทียน แก่ท้าวมหาพรหมในศาลด้านข้างศูนย์การค้าเอสพละนาด ที่ตั้งของโรงละคร

        

          งานบวงสรวงทำกันอย่างเรียบง่าย ไม่มีพราหมณ์อะไรที่ไหน ผู้นำในพิธีคือพี่หมู – ปนัดดา เลิศล้ำอำไพ ในฐานะผู้จัดการคณะละครสองแปด 

         

นอกจากบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว งานนี้ยังได้เชื้อเชิญ พวกเราจากโปรดักชั่น 2530 ที่ล่วงลับไปแล้ว ทั้งคุณจรัล มโนเพชร (นักร้องชื่อดังผู้รับบทเซรบานเตส/กิโฮเต้) คุณมานูเอล อลูม (ผู้ออกแบบท่าเต้น) คุณอรรณพ จันสุตะ (ผู้ฝึกสอนการขับร้อง) คุณมัทนี เกษกมล (ผู้แปลบทละครเป็นภาษาไทย) มาด้วย

 

 

แถมยังเผื่อแผ่ไปจนถึงดวงวิญญานของมิเกล เด เซรบานเตส ผู้ประพันธ์เรื่องดอนกิโฮเต้ รวมทั้งทีมงานดั้งเดิมของ Man of La Mancha เวอร์ชั่นออริจินัลของฝรั่ง คือ เดล วัสเซอร์แมน (Dale Wasserman) ผู้ประพันธ์บทละคร มิทช์ ลีห์ (Mitch Leigh) นักแต่งเพลง และโจ ดาเรียน (Joe Darion) ผู้เขียนคำร้อง

สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ 2551

หลังจากละครเพลง “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” ฉบับ 2551 ลาโรงมาได้เดือนกว่าๆ

(ละครรอบสุดท้าย ณ เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์ คือคืนวันที่ 22 มิถุนายน 2551)

ในฐานะที่เคยร่วมงานในโปรดักชั่นนี้มา จึงอยากจะบันทึกความทรงจำดีๆ ที่มีร่วมกันไว้เป็นที่ระลึกในไซเบอร์สเพซ

จะพยายามเล่าถึงแต่ละคนที่ได้ร่วมงานกันมา ในแง่มุมที่ได้มีโอกาสรู้จักคุ้นเคย

แน่นอนว่า คนเราย่อมไม่สามารถรู้ลึกรู้ละเอียดไปได้ทุกเรื่อง  สิ่งที่จะบันทึกไว้นี้ก็เช่นกัน

เป็นเพียงเรื่องที่ได้รับรู้มา ในช่วงเวลาหนึ่ง ในเงื่อนไขหนึ่ง อาจมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปบ้าง

แต่ทั้งหมดก็จะพยายามระวังไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียกับใครๆ ที่ถูกอ้างถึง

ในการนี้ คงต้องใช้เวลาพอสมควร จะได้ทยอยเล่า ทยอยเขียนอัพขึ้นไว้เรื่อยๆ ครับ

เผยแพร่ใน: on กรกฎาคม 26, 2008 at 7:26 am ให้ความเห็น