
สำหรับนักแสดงละครเวที แม้จะต้องยึดถือว่าไม่มีคนดูอยู่ในที่นั้น หรืออย่างที่มักเรียกกันว่าฝั่งด้านที่นั่งคนดูมี “กำแพงที่สี่” กั้นขวางอยู่
แต่ในความเป็นจริง ปฏิกิริยาจากผู้ชมก็เป็นสิ่งสำคัญ
ระหว่างการแสดง ทุกวันพอนักแสดงเริ่มเข้ามาแต่งตัวแต่งหน้า ก็จะมีเสียงถามไถ่กันว่า เห็นคอลัมน์นั้นในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้หรือยัง หรือเห็นกระทู้นั้นในพันทิพ (www.pantip.com) หรือเปล่า เขาเขียนถึง สู่ฝันฯ ด้วยนะ บางคนก็หาหนังสือพิมพ์หรือพรินท์จากในเน็ตมาติดบอร์ดให้อ่านกันเป็นที่ครึกครื้น (เบน ชลาทิศ จะมีความสามารถเป็นเยี่ยมในการทำสุ้มทำเสียงอ่านกระทู้จากเว็บบอร์ดให้คนฟังฮากลิ้งได้!)
ละครเวทีนั้นเป็น “ของสด” แม้ว่านักแสดงจะตั้งปณิธานไว้ว่าต้องเล่นให้ดีที่สุดทุกรอบ เพราะคนดูเสียเงินมาดูเพียงครั้งเดียว จึงควรจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ
แต่ในความเป็นจริง แต่ละรอบก็ไม่เหมือนกันเลย

ตั้งแต่คนดูเริ่มเข้าโรง นักแสดงก็จะไปชี้ชวนกันดูจากหลังม่าน ว่าคนมากน้อยอย่างไร หรือที่มีเพื่อนฝูง มีพ่อแม่ มี “ซัมวัน” มาในรอบนั้น ก็จะไปแอบดูว่ามาหรือยัง ฯลฯ
ในระหว่างการแสดง เสียงปรบมือ เสียงหัวเราะ เสียงถอนใจ เสียงสะอื้น (มักเกลื่อนๆ อยู่กับเสียงไอ) หรือแม้แต่ “ความเงียบ” จากผู้ชมก็ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเราบนเวที (แอบ) ได้ยินเสมอ

ถ้ารอบไหนแสดงไปแล้ว คนดูเงียบเฉย (อาจจะงง ?) คนเล่นก็จะรู้สึกเหงาๆ ไปด้วย
ยิ่งเมื่อมีมุกตลกที่ “ยิง” ไปแล้ว เกิด “แป้ก” คนดูไม่ขำ พอเข้ามาหลังเวที นักแสดงก็จะมาถามกันว่าเราพลาดตรงไหนหรือ

พอรอบถัดไปก็ลองหาจังหวะใหม่
ถ้าคนดูตอบรับดี พอเข้ามาหลังโรงแล้ว คนเล่นก็พลอยดีใจแทบจะกระโดดกอดกัน