ร่ายรำทำเพลง

ในละครเพลงอย่างที่สมัยนี้ชอบเรียกทับศัพท์ว่า มิวสิคัลนั้น  นอกจากการแสดงและการร้องเพลงแล้ว อีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือท่าเต้นซึ่งจะสื่อสารถึงประเด็นต่างๆ ของเรื่องได้อย่างลึกซึ้งไม่แพ้บทสนทนาอันคมคายเลย

สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ฉบับ 2551 ได้กำหนดทิศทางกันมาแต่แรก ว่าจะยึดการตีความตามแบบฉบับปี 2530 เป็นหลัก – รวมถึงท่าเต้นด้วย  แต่เนื่องจากคุณมานูเอล อลูม (Manuel Alum) ผู้ออกแบบท่าเต้นเดิมชาวอเมริกันเชื้อสายปอร์โตริกัน ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว   ผู้ฝึกสอนท่าเต้นของปีนี้จึงต้องไปนั่งเปิดดูบันทึกการแสดงของปี 2530 ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อ แกะท่าเต้นแบบของคุณอลูมในดีวีดีนั้นกลับมาฝึกหัดนักแสดงรุ่นปัจจุบัน

          อย่างไรก็ตาม ต่อมาในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ห้าสัปดาห์ก่อนเริ่มแสดงรอบแรก ทีมลามันช่าก็ได้ผู้ออกแบบท่าเต้นคนใหม่มาร่วมงานด้วย เป็นฝรั่งเช่นเดียวกับคนก่อน คือคุณเกล็น (Glenn van der Hoff) นักออกแบบท่าเต้นเชื้อสายดัทช์ อินโดนีเซียน  ปัจจุบันแต่งงานกับครูบัลเลต์สาวไทยและอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่

แม้ว่าคุณเกล็นจะมาอยู่กับเราเพียงช่วงสั้นๆ แต่เขาก็ได้รับหน้าทีออกแบบท่าเต้นใหม่ในหลายๆ เพลงของ สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ฉบับใหม่นี้ เช่น ระบำแขกมัวร์ และฉากอัศวินกระจกเงา

 

ช่วงสองสัปดาห์นั้นจึงเป็นเวลาอันแสนเหนื่อยยากและตึงเครียดของเหล่าหมู่มวลอ็องซอม ที่ไหนจะต้องซ้อมละครต่อไปตามปกติ ทั้งยังต้องทดลองและจดจำท่าเต้นใหม่ๆ ที่คุณเกล็นออกแบบมาใหม่ทุกวัน อันล้วนเป็นท่าที่งดงามและ ยากมาก …”

และเนื่องจากเป็นการออกแบบใหม่ จึงมีบ่อยครั้งที่เมื่อสาธิตให้ผู้กำกับการแสดงชมแล้ว ปรากฏว่าไม่สอดคล้องกับการตีความละครในแบบของคุณยุทธนา  บรรดาหมู่มวลก็ต้องสละละทิ้งท่าพวกนั้น เริ่มทดลองฝึกหัดจดจำแบบใหม่ๆ ต่อไปอีกหลายรอบ 

 

เรียกว่ากว่าจะลงตัวได้ งานนี้ก็เสียทั้งเหงื่อและน้ำตากันไปไม่ใช่น้อยทีเดียว !